• SQL WHERE คืออะไร พร้อมตัวอย่างใช้งาน

    SQL WHERE คืออะไร พร้อมตัวอย่างใช้งาน

    WHERE ทำหน้าที่ในการกรองข้อมูลตามที่เรากำหนดเงื่อนไข เช่น ดึงข้อมูลของ HERO ชื่อ Mina

    โครงสร้างการใช้งาน WHERE

    SELECT column1 , column2 , columnN
    FROM table_name
    WHERE condition ; 

    เช่น

    SELECT HERO_NAME, HERO_TYPE
    FROM HERO
    WHERE HERO_TYPE = 'TANK';

    จากเงื่อนไขด้านบนจะดึงข้อมูล ฮีโร่ทั้งหมดที่ HERO_TYPE = TANK

    Wildcard (%) คืออะไรนะ

    (Wildcard : คือทั้งหมดที่ … ) ยกตัวอย่างง่ายๆ

    WHERE HERO_NAME like ‘%’ : เอา Hero ที่มีชื่อทั้งหมดwhereเพื่อ?

    WHERE HERO_NAME like ‘M’ : เอา Hero ที่ชื่อ M ชื่อเอ็มเลยนะ ถ้าไม่มี wildcard ค่าเท่ากับ equal เลย

    WHERE HERO_NAME like ‘M%’ : เอา Hero ที่ชื่อขึ้นต้นด้วย M เช่น Mina , Murrad

    WHERE HERO_NAME like ‘%m’ : เอา Hero ที่ชื่อลงท้ายด้วยด้วย m เช่น Arum , Baldum

    WHERE HERO_NAME like ‘%i%’ : เอา Hero ที่ชื่อมี i อยู่ตรงกลาง เช่น Alice , Dirak

  • Ragnalok : Feature ตีคนได้ได้ทั้งโคตร

    เมื่อวาน Admin มีอัพเดต Feature ใหม่ Auto share exp

    ผมสงสัยเลยลองเปิดทิ้งไว้ดูผ่านไป 1 คืนเลเวล ไม่ขึ้นเลยเริ่มเกาหัว พอเปิดดู pet ตัวอื่นๆ ร้องอ๋อเลย

    สรุปมันคือการเอา Exp ที่ได้รับมาทั้งหมด Share เข้าหาสัตว์เลี้ยงทุกตัว

    เช่น ได้รับ Exp 100 มีสัตว์เลี้ยง 99 ตัว = ได้ exp ตัวละ 1 รวมกับตัวเราอีก 1 นี่คือผลลัพธ์

    สัตว์เลี้ยงทุกตัวของผมเวล เกือบ 150 ใช่ครับ แล้วทุก 150 เวลเราจะได้ stat จากสัตว์เลี้ยง = อีกไม่กี่วันผมจะเก่งขึ้นแบบ ชิบหายย 555

    ปล . ถ้าเวลพอมีแล้วสู้บอสยังไม่ได้ลองวิธีนี้ดูนะครับ ปล่อยทิ้งจน 300 /450 ทุกตัวสู้ไม่ได้ให้รู้ไป

  • Ragnalok : ธนูลั่นสั่งบิ๊กป้อม

    เนื่องจากมีผู้เล่นใหม่เริ่มเข้ามาเล่นเยอะเลยอยากทำ Content แต่ละสายอาชีพเพื่อเป็นแนวทางในการเล่นให้โดยตัวละครทดสอบจะเป็นของผมเอง ณ เวลาทำ Content lv 606 / จุติ 5

    ข้อดี

    1. ล่าบอสง่ายที่สุด (เอาจริงๆ ง่ายกว่ามีด) เดี๋ยวเล่าให้ฟัง
    2. เก็บการ์ดง่ายที่สุด ผลการป้อมสุดเทพ
    3. ยิงไกลชิบหาย 55+
    4. เป็นสายอาชีพเดียวที่มีคอมโบสัตว์ lv4 (ในตอนนี้)

    ข้อเสีย

    1. เก็บเวลช้าเมื่อเทียบกับดาบ
    2. เคลียร์มอนไม่ทัน (ถ้าไม่มีสัตว์เลี้ยงคอมโบ )

    Stat Dex 100%

    มาทดลองกันน ป้อมผม เฉลี่ย เวลา 100 – 150 อัพขั้น 800 – 1000

    dex 50 + ยังไม่ได้อัพสกิลป้อม

    dex 50 + อัพสกิลป้อม 100%

    แรงขึ้นมา 7 m OMG 1 point = ป้อม atk 2,364

    ที่สุดของสายธนู ป้อมแรงขึ้นมาอีก 4 M = 1 Dex = ป้อม atk 214.13

    Combo สัตว์เลี้ยง

    ชุดใหญ่ 3 มังกรใหม่ กับ อะไรก็ได้ 1 ตัว

    effect : ป้องกัน 20% ยิงเพิ่ม 3 เป้าป้อมแรงขึ้น 150%

    ชุดกลาง มังกรน้อยกับ 2 องครักษ์

    effect : ป้องกัน 10% ยิงเพิ่ม 3 เป้าป้อมแรงขึ้น 100%

    บางคนอาจจะไม่รู้ จริงๆ ธนูมีสกิลพิเศษด้วยนะ

    • การยิง 3 เป้าที่เพิ่มมา ถ้ายิงมอน/บอสไม่ตายในครั้งเดียว จะยิงเป้าหมายเดิมก่อน = แทบจะ 1 Hit 100%

    อุปกรณ์สวมใส่

    หวังว่า Content นี้จะช่วยให้คนที่กำลังทำของอยู่นะครับ บายยยย

  • Ragnalok :  ที่สุดของสายดาบ

    เนื่องจากมีผู้เล่นใหม่เริ่มเข้ามาเล่นเยอะเลยอยากทำ Content แต่ละสายอาชีพเพื่อเป็นแนวทางในการเล่นให้โดยตัวละครทดสอบจะเป็นของผมเอง ณ เวลาทำ Content lv 606 / จุติ 5

    ข้อดี

    1. เก็บ level เร็วที่สุด
    2. เล่นง่าย อุปกรณ์ Support เยอะ
    3. ฟาร์มของอัพขั้นต่างๆ ง่าย

    ข้อเสีย

    1. ถ้าตีแรงไม่พอโดนแย่งบอสง่าย
    2. ตอน ออฟไลน์ตีบอสไม่ทัน

    Stat Str 100% เพื่อความแรง

    ตอน str 50

    ตอน Str 19k

    อื่นๆ

    ต่างกัน 43 m ลองคำนวณดูในตัวละครผม 1 str = atk 2,330

    Skill พิเศษ : Str รวม 2000 : ตีมอน 6 ตัว

    Combo สัตว์เลี้ยง

    1.  MINI-GUARD-8 + KING-GUARD-8 :
      • Effect โจมตีเพิ่ม 1 ตัว ระยะโจมตี + 30 m ตีแรง 10%
    2.  MIYAMOTO MUSASHI Jr. + MIYAMOTO MUSASHI
      • Effect โจมตีเพิ่ม 2 ตัว ระยะโจมตี + 50 m ตีแรง 10% ป้องกัน 5%
    3. เมื่อ level 600 ใส่สัตว์เลี้ยงได้ 4 ตี
      • Effect รวม โจมตีเพิ่ม 3 ตัว = 9 เป้าหมาย ระยะโจมตี 80m ตีแรง 20% ป้องกัน 5%
      • หมายเหตุช่างน้ำหนักกับการเอา สัตว์เลี้ยงเก่งๆ เช่น ม้า , ลุงหงอก เข้าตี้ดู เพราะจะได้ท่าป้องกันด้วยแต่ถ้าเก็บเวลาอย่างเดียวสายนี้น่าจะไวที่สุด

    ทดสอบ สมมุติฐานกัน

    Set 1 2 มุซาชิ 1 ม้า 1 หงอก

    Set2 2 มุซาชิ 2 k8

    อุปกรณ์สวมใส่

    หวังว่า Content นี้จะช่วยให้คนที่กำลังทำของอยู่นะครับ บายยยย

  • OWASP Top 10

    เป็นรายการที่จัดทำโดยโครงการ Open Worldwide Application Security Project (OWASP) เพื่อระบุและจัดอันดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดในแอปพลิเคชันเว็บและ API โดยอัปเดตเป็นระยะเพื่อสะท้อนถึงภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไ

    📡 OWASP API Security Top 10 (2023)

    1. 🔓 Broken Object Level Authorization

    การอนุญาตระดับวัตถุที่ไม่เหมาะสม
    คือ: API ยอมให้ผู้ใช้เข้าถึง/แก้ไข object ที่ไม่ควรเข้าถึง เช่น ข้อมูลของคนอื่น โดยไม่ตรวจสอบ ownership หรือ role

    GET /api/v1/users/12345

    User A ใช้ token ของตัวเองเรียกดูข้อมูลของ User B (12345) ได้ เพราะ API ไม่ตรวจสอบว่า user A เป็นเจ้าของหรือไม่

    ควรทำ: ตรวจสอบ userId หรือ ownerId ทุกครั้งใน backend

    2. 🚫 Broken Authentication

    การตรวจสอบสิทธิ์ที่ไม่ปลอดภัย
    คือ: ระบบมีช่องโหว่ด้าน authentication เช่น JWT ปลอมได้, login ไม่มี rate limit, หรือ token หมดอายุแต่ยังใช้งานได้

    ตัวอย่าง:

    • ระบบไม่ตรวจสอบ JWT signature
    • Token ไม่มี expiration
    • Login endpoint ไม่มี rate limit → brute force ได้ง่าย

    ควรทำ: ใช้ JWT ที่เซ็นด้วย HMAC256 หรือ RS256 และตั้งเวลา expire ชัดเจน

    3. 🧩 Broken Object Property Level Authorization

    การอนุญาตระดับคุณสมบัติวัตถุที่ไม่เหมาะสม
    คือ: ผู้ใช้สามารถแก้ไขฟิลด์ที่ไม่ควรเข้าถึง เช่น เปลี่ยน role ของตัวเองเป็น admin

    ตัวอย่าง:

    PATCH /api/v1/users/12345
    {
    “email”: “hacker@example.com”,
    “role”: “admin”
    }

    ควรทำ: ตรวจสอบทุก field ก่อนอัปเดต และ whitelist เฉพาะ field ที่แก้ไขได้

    4. 🧃 Unrestricted Resource Consumption

    การใช้ทรัพยากรโดยไม่จำกัด
    คือ: API อนุญาตให้ request ใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น → DDoS ง่าย เช่นโหลดข้อมูล 100,000 records

    ตัวอย่าง:

    GET /api/v1/logs?limit=100000

    ควรทำ:

    • กำหนด rate limit, pagination, และ request size limit
    • ใช้ caching + timeout

    5. ⚙️ Broken Function Level Authorization

    การอนุญาตระดับฟังก์ชันที่ไม่เหมาะสม
    คือ: API ยอมให้ user ธรรมดาเรียก endpoint ที่ควรจำกัดแค่ admin

    ตัวอย่าง:

    DELETE /api/v1/users/99

    User ธรรมดา (ไม่ใช่ admin) สามารถลบผู้ใช้อื่นได้ เพราะ backend ไม่ตรวจ role

    ควรทำ: เช็ก role หรือ permission ทุก endpoint สำคัญ

    6. 🧾 Unrestricted Access to Sensitive Business Flows

    การเข้าถึงกระบวนการทางธุรกิจที่ละเอียดอ่อนโดยไม่จำกัด
    คือ: ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ flow พิเศษที่ควรอยู่หลัง firewall หรือควบคุมพิเศษ เช่น การถอนเงิน, อนุมัติเอกสาร ฯลฯ

    ตัวอย่าง:

    POST /api/v1/payment/confirm

    ไม่มีการ validate ว่า user ได้สิทธิ์หรือสถานะตรงกับ business logic หรือไม่

    ควรทำ: ตรวจสอบ logic เฉพาะของ flow + status ก่อนอนุญาตให้ดำเนินการ

    7. 🕵️ Server Side Request Forgery (SSRF)

    การปลอมแปลงคำขอฝั่งเซิร์ฟเวอร์
    คือ: API ที่รับ URL หรือ IP แล้วไปเรียกโดยตรง → attacker ใช้เจาะระบบภายใน

    ตัวอย่าง:

    ควรทำ:

    • ปิด internal access (127.0.0.1, metadata IP)
    • ใช้ allowlist domain เท่านั้น

    8. 🛠 Security Misconfiguration

    การกำหนดค่าความปลอดภัยที่ไม่เหมาะสม
    คือ: ใช้ default config, เปิด port ไม่จำเป็น, เปิด error message เต็ม

    ตัวอย่าง:

    • API ส่ง stack trace เมื่อเกิด exception
    • CORS policy อนุญาต * (เปิดหมดทุก domain)

    ควรทำ:

    • ปิด debug mode บน production
    • ตรวจ audit log และตรวจ config เป็นประจำ

    9. 📦 Improper Inventory Management1

    การจัดการสิค้าคงคลัง API ไม่เหมาะสม
    คือ: API ที่ deploy ไว้แต่ไม่มีคนดูแล → เก่า, ล้าสมัย, เปราะบาง

    ตัวอย่าง:

    • /api/v1/test/debug ยังเปิดอยู่ใน production
    • API ไม่มี documentation / version control

    ควรทำ:

    มี inventory API ที่ชัดเจน

    ใช้ API Gateway หรือ Service Discovery

    10. ☠️ Unsafe Consumption of APIs

    การใช้ API อย่างไม่ปลอดภัย
    คือ: API เชื่อถือข้อมูลจากภายนอกมากเกินไป เช่น 3rd party API โดยไม่ validate response

    ตัวอย่าง:

    • API ตอบกลับ status 200 แต่ส่ง payload อันตราย → โค้ด frontend เชื่อทันที
    • เชื่อ JSON structure โดยไม่ตรวจ field

    ควรทำ:

    • Sanitize และ validate response จาก external source
    • ใส่ fallback / timeout / schema check

  • Technical Debt คืออะไร

    ผลกระทบจากการตัดสินใจเขียนโค้ดหรือออกแบบระบบอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันเวลา แต่ไม่ได้ทำให้ “ดีที่สุดในเชิงวิศวกรรม” ณ เวลานั้น

    เปรียบเทียบเหมือน “การยืมเวลา” แต่ต้อง “จ่ายดอกเบี้ย” ในรูปแบบของ ค่าใช้จ่ายในอนาคต เช่น ความซับซ้อน, บั๊ก, เวลา refactor, และความลำบากในการ scale

    สิ่งที่เกิดขึ้นTechnical Debt
    Hardcode ค่าไว้ในโค้ดถ้าต้องเปลี่ยน ต้องค้นหาและแก้หลายที่
    Copy-Paste โค้ดถ้าแก้ logic ต้องตามไปแก้ทุกที่
    ข้าม test / ไม่มี unit testเสี่ยงเจอ regression และ debug ยาก
    ไม่จัดโครงสร้างให้ดีโค้ดอ่านยาก → onboard dev ใหม่ลำบาก
    ใช้ lib/version เก่าจะ upgrade ยากในอนาคต

    ประเภทของ Technical Debt

    ประเภทคำอธิบาย
    Deliberate (ตั้งใจ)“รู้ว่าไม่ดี แต่ต้องรีบส่ง MVP ไปก่อน”
    Accidental (ไม่ตั้งใจ)“เพราะยังไม่เข้าใจระบบดีพอ ณ เวลานั้น”
    Bit Rotโค้ดดีในอดีต → แต่ปัจจุบันไม่เข้ากับ system ใหม่
    Tooling/Dependency Debtใช้ framework/version ที่ล้าสมัย

    ผลเสียจาก Technical Debt

    • แก้ฟีเจอร์ใหม่ยากมาก
    • เพิ่ม bug และ regression บ่อย
    • Dev ใหม่ onboard แล้วงง
    • ความเร็วทีมลดลงเรื่อย ๆ
    • ทำให้ระบบ “ล่ม” ได้ถ้าสะสมเยอะ

    ควรจัดการยังไง?

    ✅ จดไว้ใน ticket (เช่น Jira tag: tech-debt)
    ✅ ประเมิน impact → ทำ roadmap แก้แบบมีแผน
    ✅ ทำ refactor ทีละ module (ไม่ใช่ rewrite ทั้งระบบ)
    ✅ มี sprint สำหรับ “Refactoring / Code Health”
    ✅ ให้ความรู้ junior ว่า “หนี้ไม่ได้หายไปเอง

  • Incident Response Plan

    Incident Response Plan (IRP) คือแผนรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติหรือเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยในระบบ (เช่น ระบบล่ม, ข้อมูลรั่วไหล, การโจมตีจากภายนอก) โดยมีเป้าหมายเพื่อ:

    • จำกัดความเสียหาย
    • ฟื้นฟูระบบให้เร็วที่สุด
    • ลดผลกระทบต่อผู้ใช้/องค์กร
    • เรียนรู้เพื่อป้องกันซ้ำ

    📌 1. Preparation – เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ

    สิ่งที่ควรทำรายละเอียด
    🧠 ทีม Incident Responseระบุผู้รับผิดชอบ เช่น Dev Lead, Ops, Security
    🛠️ เครื่องมือMonitoring (Grafana), Logging (Loki), Alert (PagerDuty, Slack)
    📄 Documentคู่มือ runbook, access SSH, database, restart
    🔐 Access Controlจำกัดการเข้าถึงที่เหมาะสมสำหรับ response

    2. Identification – ตรวจจับว่าเกิดอะไรขึ้น

    สิ่งที่ต้องทำวิธี
    🔍 ระบุ incidentระบบล่ม, CPU spike, user error 5xx
    🧭 กำหนด SeverityS1 (วิกฤต), S2 (กระทบบางส่วน), S3 (ไม่เร่งด่วน)
    🛠️ ตรวจสอบ Log / Alertเชื่อมกับ Grafana, Prometheus, ELK
    🗒️ บันทึกเหตุการณ์เริ่ม incident log: ใครเจอ, เวลา, สาเหตุเบื้องต้น

    3. Containment – จำกัดความเสียหาย

    ช่วงตัวอย่างแนวทาง
    📦 Short-termปิดระบบ, isolate node, disable API
    🔧 Long-termเปลี่ยน key, block IP, patch service
    📥 แจ้งผู้ใช้“เรารับทราบปัญหาและกำลังแก้ไข”

    4. Eradication – ลบ root cause

    หาต้นเหตุที่แท้จริง (Root Cause Analysis)

    แก้บั๊ก, ปิดช่องโหว่, เพิ่ม validation

    ลบไฟล์/โค้ดอันตราย, clean DB ถ้าจำเป็น

    5. Recovery – ฟื้นระบบกลับมาใช้งาน

    รายการแนวทาง
    ✅ ทดสอบก่อนเปิดระบบใช้ staging/prod test
    ✅ Gradual rolloutเปิดเฉพาะบางกลุ่ม user ก่อน
    ✅ Monitor อย่างใกล้ชิดCPU, memory, response time, logs
    ✅ แจ้งให้ user ทราบว่าแก้ไขแล้วโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่น

    6. Lessons Learned – ถอดบทเรียน

    ประเด็นตัวอย่างคำถาม
    📄 RCA Documentเกิดจากอะไร? ป้องกันอย่างไร? ตรวจไม่เจอเพราะอะไร?
    🧪 ต้องเพิ่ม Test/Alert อะไร?เขียน integration test, เพิ่ม alert 5xx
    🧠 ต้องปรับ Dev Process ไหม?PR review, Static Code Scan, Access Audit

    🧰 Template สำหรับ Incident Log

    🆘 Incident: ระบบไม่สามารถ login ได้
    📅 เริ่มเวลา: 2025-05-23 10:12
    🎯 ผู้พบเหตุ: monitoring-alert-bot
    📉 Impact: ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าระบบได้
    ⚠️ Severity: S1 – วิกฤต
    🧾 สาเหตุเบื้องต้น: DB connection timeout
    ✅ แผนการแก้ไข: restart DB node + enable read-only fallback
    📦 เวลาแก้ไขเสร็จ: 10:47
    📄 Root Cause: connection pool limit ถูกใช้หมด ไม่มี alert
    📚 บทเรียน: เพิ่ม alert + auto-scaling limit
    👨‍💻 ผู้รับผิดชอบ: DevOps Lead + DB Admin

  • Review Code อย่างมีประสิทธิภาพ

    ✅ เป้าหมายของ Code Review

    เป้าหมายอธิบาย
    💡 ความถูกต้องไม่มี bug หรือ logic ผิด
    🧼 ความสะอาด (Clean Code)อ่านง่าย, สื่อความหมาย, ไม่ hardcode
    ♻️ การนำกลับมาใช้ซ้ำลด code duplication
    🔒 ความปลอดภัยป้องกัน SQL Injection, XSS
    📏 สอดคล้องกับ coding standardตาม style guide ทีม
    🧪 ทดสอบได้ง่ายมี unit test / coverage ดี
    📄 มี doc หรือ comment เมื่อจำเป็นทำให้โค้ดเข้าใจในอนาคต

    👀 ขั้นตอนการ Review Code

    1. อ่าน context ก่อน

    • อ่านชื่อ branch, ชื่อ PR
    • อ่าน description, ticket (JIRA, GitHub Issues)

    2. ดูโครงสร้างโดยรวม

    • เปลี่ยนเฉพาะ scope ที่ระบุไว้ไหม?
    • โค้ดแยกชั้น, แยก logic ดีไหม?

    3. ไล่ดูรายบรรทัด

    • ตั้งชื่อดีไหม? → processData() หรือ validateInvoiceBeforeSubmit()?
    • ฟังก์ชันใหญ่เกินไปไหม? (> 50 บรรทัด ควร refactor)
    • ทำ side-effect หรือไม่ (เปลี่ยน state global)?
    • ใช้ magic number หรือไม่?

    4. พิจารณาเรื่อง Test

    • มี test ครอบคลุม logic ใหม่หรือไม่?
    • กรณีผิดพลาดมี test หรือไม่?
    • ใช้ mock/stub อย่างเหมาะสม?

    5. ดูผลกระทบจากโค้ดนี้

    • touch module อื่นไหม?
    • เสี่ยงเกิด regression ไหม?

    📝 ตัวอย่างข้อสังเกตที่ควรจดไว้

    ประเด็นตัวอย่าง
    ❌ ชื่อไม่สื่อtemp1approvedInvoiceCount
    ❌ Function ยาวเกินcalculateTaxAndCheckStatusAndSendEmail()
    ✅ แยก logic ดีมากcheckPermission() / calculateDiscount()
    ❌ ใช้ if ซ้อนกันลึก→ แยกเป็น function หรือใช้ guard clause
    ❌ มี query ฝังใน controller→ ควรย้ายไป service/repository

    ✍️ Checklist Template สำหรับ Code Review

    [ ] โค้ดอ่านง่าย ตั้งชื่อดี
    [ ] แยก logic ดี ไม่จับรวมหลายอย่าง
    [ ] ไม่มี hardcode / magic number
    [ ] มี test ครอบคลุม + pass
    [ ] ไม่ break compatibility / test เดิม
    [ ] ปลอดภัย (no SQL injection, null-safe)
    [ ] ใช้ resource/database อย่างเหมาะสม
    [ ] ตรงตาม style guide ทีม
    [ ] ไม่มี duplicate code

  • แนวคิดหลักของ RBAC

    RBAC (Role-Based Access Control) คือโมเดลควบคุมสิทธิ์โดยอิงจาก “บทบาท (Role)” แทนที่จะอิงจากตัวผู้ใช้โดยตรง

    User → Role → Permission → Resource/Action

    องค์ประกอบอธิบาย
    Userผู้ใช้งานระบบ
    Roleตำแหน่ง/บทบาท เช่น Admin, HR, Employee
    Permissionสิทธิ์ เช่น read:employee, edit:salary, approve:leave
    Resourceสิ่งที่เข้าถึง เช่น Employee, Document, Report

    ตัวอย่างโมเดล RBAC (Base Table)

    users ← รายชื่อผู้ใช้
    roles ← บทบาท
    permissions ← สิทธิ์การกระทำ
    user_roles ← เชื่อม user ↔ role (many-to-many)
    role_permissions ← เชื่อม role ↔ permission (many-to-many)

    🧰 ตัวอย่าง Role

    RoleDescription
    ADMINจัดการระบบทั้งหมด
    HR_MANAGERดูและแก้ไขข้อมูลพนักงาน
    EMPLOYEEดูโปรไฟล์ตัวเอง, ยื่นลา

    🔐 ตัวอย่าง Permission

    ResourceActionPermission ID
    employeereadread:employee
    employeeeditedit:employee
    leave_formapproveapprove:leave

    🛠 Best Practices ในการออกแบบ RBAC

    หัวข้อแนะนำ
    ✅ แยก Role กับ Permission ชัดเจนหลีกเลี่ยง hardcode
    ✅ รองรับ multiple roles per userเช่น user เป็นทั้ง HR + Approver
    ✅ ใช้ Naming Convention ที่ชัดเช่น read:employee, approve:leave
    ✅ พิจารณาสร้าง “Role Template”สำหรับ config ผ่าน UI
    ✅ Audit Loggingเมื่อมีการเปลี่ยนสิทธิ์ ต้อง log

  • วิเคราะห์ Log และวางแผน Observability เบื้องต้น

    การวิเคราะห์ Log และวางแผน Observability เบื้องต้น คือพื้นฐานสำคัญของ ระบบที่ตรวจสอบได้ (Observable System) ซึ่งช่วยให้:

    • แก้ไขปัญหาได้เร็ว (Mean Time to Resolution ↓)
    • เข้าใจพฤติกรรมของระบบแบบ “ไม่ต้องเดา”
    • เตรียมพร้อมรองรับ Incident / Scalability

    🔍 Observability คืออะไร?

    ความสามารถในการเข้าใจภายในของระบบจากภายนอก โดยอาศัยข้อมูลเช่น log, metric, และ trace

    มันไม่ใช่แค่ Logging — แต่คือการ “มองเห็นภาพรวมของระบบ”

    จุดเริ่มต้นสำหรับ Observability

    Pillarอธิบาย
    Logsบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น error, info, warning
    Metricsค่าที่วัดได้ เช่น CPU, request/sec, error rate
    Tracesการตามเส้นทาง request ข้าม service → ช่วย debug distributed system

    วางมาตรฐาน Logging

    สิ่งที่ควรทำตัวอย่าง
    ✅ Format เป็น JSONง่ายต่อการ parse และ search
    ✅ Include Trace ID / Correlation IDเพื่อเชื่อมโยง log แต่ละ service
    ✅ ระบุ log level ที่เหมาะสมinfo, warn, error, debug
    ✅ ระบุ contextuserId, sessionId, source
    ✅ เขียนเป็น structured log{"event": "UserLogin", "userId": "123"}

    เก็บ Log แบบ Centralized

    Toolความสามารถ
    ELK Stack (Elasticsearch + Logstash + Kibana)Classic, powerful, search ดี
    Loki + GrafanaLightweight, เหมาะกับ Kubernetes
    Fluentd / Fluent BitForward log จาก container → storage
    Cloud Native เช่น GCP Logging / AWS CloudWatchสะดวกกับ multi-region

    Metrics Monitoring

    ควรวัดตัวอย่าง
    ✅ PerformanceRequest latency, Throughput, DB time
    ✅ AvailabilityUptime, Error Rate, 5xx count
    ✅ Resource UsageCPU, RAM, Connection Pool, Queue Size

    Implement Distributed Tracing

    • ใช้ library เช่น OpenTelemetry, Zipkin, Jaeger
    • ทุก request/request-response ต้องมี trace-id
    • ผูก trace แต่ละ request กับ log + metric ที่เกิดระหว่างทาง

    วาง Alert และ Dashboard

    คำแนะนำตัวอย่าง
    ✅ ตั้ง Alert เมื่อ error rate > 5%Slack / Email
    ✅ ทำ dashboard status ของแต่ละ serviceใช้ Grafana
    ✅ แยก dev / prod dashboardเพื่อลด noise

    อย่า Log เยอะเกินจนเปลือง storage → ระวัง log level!

    Log ทุก request ที่ fail (4xx, 5xx) พร้อม context

    เริ่มจาก “service สำคัญ” ก่อน เช่น Auth, Payment

    อย่าลืม log พฤติกรรมของ user ด้วย (ไม่ใช่แค่ error)

    หมวดรายการ
    Log FormatJSON + traceId + level
    Central Logใช้ Fluent Bit → Loki + Grafana
    MetricsPrometheus + Grafana (CPU, errorRate)
    TraceOpenTelemetry + Jaeger
    AlertGrafana alert + Slack integration

    {
    “timestamp”: “2025-05-23T13:45:00.123Z”,
    “level”: “INFO”,
    “logger”: “com.example.service.UserService”,
    “thread”: “http-nio-8080-exec-3”,
    “traceId”: “d49f3c7f2bdb4689”,
    “spanId”: “8d77b9c2”,
    “requestId”: “f28e58bd-395b-45c0-aaf1-bcc9c61c68ee”,
    “userId”: “u123456”,
    “sessionId”: “sess-abc456”,
    “event”: “UserLoginSuccess”,
    “message”: “User u123456 logged in successfully”,
    “httpMethod”: “POST”,
    “httpStatus”: 200,
    “path”: “/api/v1/auth/login”,
    “durationMs”: 123,
    “clientIp”: “203.0.113.45”,
    “service”: “auth-service”,
    “environment”: “production”
    }

SA-Me.life

nuttachai.ti@gmail.com